มรดกทางอุตสาหกรรมและโบราณสถานสำคัญริมแม่น้ำเจ้าพระยาย่านฝั่งธนบุรี

“...โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และโบราณสถานทั้งหลายนั้น ล้วนเป็นของมีคุณค่า และจำเป็นแก่การศึกษาค้นคว้าในทางประวัติศาสตร์ ศิลปะและโบราณสถานเป็นเครื่องแสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองของชาติไทยที่มีมาแต่อดีตกาล สมควรจะสงวนรักษาให้คงทนถาวรเป็นสมบัติส่วนรวมของชาติไว้ตลอดกาล...”

ความตอนหนึ่งจากพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร พระราชทานเนื่องในโอกาสเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิด พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ ๒๖ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๐๔

พื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาประมาณ ๔๐ ไร่ ที่ตั้งของกรมอู่ทหารเรือในปัจจุบัน เป็นแหล่งประวัติศาสตร์สำคัญแห่งหนึ่งในย่านฝั่งธนบุรี ด้วยคุณค่าทางด้านประวัติศาสตร์พื้นที่ สิ่งก่อสร้าง และอู่ซ่อมสร้างเรือเก่าแก่ของประเทศ กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนสิ่งก่อสร้างภายในกรมอู่ทหารเรือเป็นโบราณสถานและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน ๒ เขต คือ อุโบสถวัดวงศมูลวิหาร และปล่องเหลี่ยม เมื่อ พ.ศ.๒๕๔๕


หากท่านมีเวลามากพอ นอกเหนือจากเข้าชมพิพิธภัณฑ์อู่เรือหลวงเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษา แล้ว ภัณฑารักษ์จะพาท่านชมโบราณสถานสำคัญในกรมอู่ทหารเรือด้วย

 

อุโบสถวัดวงศมูลวิหาร


  


        ที่ตั้งของอุโบสถวัดวงศมูลวิหารเป็นส่วนหนึ่งของอาณาบริเวณจวนหรือพระนิเวศน์ของสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ในสมัยกรุงธนบุรีเป็นราชธานี โดยสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกทรงย้ายนิวาสสถานจากบ้านอัมพวา สมุทรสงคราม มาสร้างจวนขึ้นใหม่ ณ บริเวณปากคลองมอญ (ที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ทหารเรือแห่งใหม่) ต่อมาได้ขยายพื้นที่ออกไปจนถึงอู่กำปั่น (อู่เรือหลวงในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) ซึ่งอยู่ติดกับเขตวัดบางหว้าใหญ่ (วัดระฆังโฆสิตาราม) ครั้นเมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์เป็นปฐมบรมกษัตริย์แห่งราชจักรีวงศ์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชได้พระราชทานพื้นที่จวนเดิมให้เป็นวังของสมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร (พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒) เนื่องจากอยู่ตรงข้ามพระบรมมหาราชวัง และเมื่อโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร ไปประทับที่พระราชวังเดิม จึงพระราชทานพระนิเวศน์นี้ให้เป็นที่ประทับของสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงเสนานุรักษ์ พระบัณฑูรน้อย จนกระทั่งสมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทรเสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ ๒ แล้ว พระบัณฑูรน้อยทรงรับอุปราชาภิเษกเป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ได้เสด็จฯ ไปประทับ ณ พระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) พระองค์เจ้าประยงค์ กรมขุนธิเบศร์บวร พระโอรสของกรมพระราชวังบวรสถานมงคล จึงประทับ ณ พระนิเวศน์แห่งนี้ต่อมาและทรงสร้างวัดขึ้นทางด้านหลังตำหนักที่ประทับ (บริเวณอู่หมายเลข ๒ ในปัจจุบัน) สันนิษฐานว่าสร้างวัดก่อน พ.ศ.๒๔๐๐ โดยอุโบสถหันด้านหน้าลงแม่น้ำเจ้าพระยา มีพระประธานประดิษฐานด้านในสุด หันพระพักตร์ออกสู่ประตูทางเข้าด้านหน้า ต่อมาพระองค์เจ้าประยงค์ กรมขุนธิเบศร์บวร ทรงมีพระอาการประชวรบ่อย ๆ รักษาไม่หาย ลงความเห็นกันว่า เป็นเพราะพระองค์ทรงสร้างวัดและตั้งพระประธานหันหน้าเข้าทางตำหนักที่ประทับ จึงทรงให้ย้ายพระประธานไปตั้งประดิษฐานทางด้านแปตามความยาวของอุโบสถ แล้วดัดแปลงประตูทางเข้าใหม่ให้อยู่ด้านตรงข้ามพระประธาน จึงกลายเป็นว่าอุโบสถหันด้านหน้าไปทางทิศเหนือ ส่วนเสนาสนะและสิ่งปลูกสร้างอื่น ๆ ของวัดคงยังสร้างไม่แล้วเสร็จทั้งหมด


        เมื่อพระองค์เจ้าประยงค์ กรมขุนธิเบศร์บวร สิ้นพระชนม์ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พระองค์เจ้ายุคันธร กรมหมื่นอนันตการฤทธิ์ พระอนุชาต่างพระมารดาของพระองค์เจ้าประยงค์ กรมขุนธิเบศร์บวร ไปประทับที่พระนิเวศน์แห่งนี้และให้เป็นแม่กองสร้างวัดต่อจนเสร็จ แล้วพระราชทานชื่อวัดว่า “วัดวงศมูลวิหาร” เป็นพระอารามหลวงชั้นตรีชนิดสามัญ จนกระทั่ง ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ได้มีประกาศเขตที่ดินของวัด ตามประกาศพระราชทานวิสุงคามสีมาวัดวงศมูลวิหาร ปรากฏในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๒ จุลศักราช ๑๒๓๗ (พ.ศ. ๒๔๑๘) วิสุงคามสีมา คือ เขตที่พระมหากษัตริย์พระราชทานแก่สงฆ์เพื่อใช้เป็นที่สร้างอุโบสถ


        ต่อมา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สร้างอู่เรือขนาดใหญ่ขึ้นบริเวณทิศใต้วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร โดยปรับจากอู่ดินเป็นอู่ไม้ เพื่อรองรับการซ่อมบำรุงเรือที่มีจำนวนมากขึ้น และพระราชทานที่บริเวณพระนิเวศน์จนถึงอู่เรือให้แก่กรมทหารเรือ เพื่อสร้างที่ทำการของกรมทหารเรือ อู่เรือหลวง รวมทั้งโรงงาน โดยเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดอู่เรือหลวง เมื่อวันที่ ๙ มกราคม พ.ศ. ๒๔๓๓ และได้โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สร้างกำแพงบริเวณที่เป็นพระนิเวศน์ มีใบเสมาเหนือกำแพงหมายไว้เป็นสำคัญว่า เคยเป็นพระนิเวศน์มาก่อน วัดวงศมูลวิหารจึงถูกรายล้อมด้วยที่ทำการของทหารเรือและโรงงาน


        พ.ศ. ๒๔๕๙ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ให้ถอนพระสงฆ์ที่จำพรรษา ณ วัดวงศมูลวิหารไปสมทบวัดอื่น และให้กระทรวงทหารเรือดูแลรักษาวัดเป็นสมบัติของพระพุทธศาสนาอยู่อย่างเดิม เสนาสนะที่สามารถรื้อไปวัดอื่นได้ ให้ย้ายไป ส่วนอุโบสถให้เป็นที่ไหว้พระ สวดมนต์และทำพิธีในการพระศาสนา แต่ไม่ให้ใช้ในที่เสียความเคารพ เนื่องจากทรงพิจารณาว่า วัดทรุดโทรมมาก ทหารเรือโอบล้อมอยู่สามด้าน ตั้งอยู่ในที่ไม่เป็นสาธารณะ และพัฒนาวัดได้ยาก ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระบรมราชานุญาต วัดวงศมูลวิหารจึงสิ้นสภาพไป เหลือเพียงอุโบสถหลังเดียวในปัจจุบัน


         มีเรื่องเล่าต่อ ๆ กันมาว่า ในสมัยที่ พลเรือตรี พระจักรานุกรกิจ (วงษ์ สุจริตกุล) เป็นเจ้ากรมอู่ทหารเรือ (๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๘๑ – ๒๔ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๙) ได้จัดพิธีอุปสมบทหมู่ให้แก่ข้าราชการและลูกจ้างของกรมอู่ทหารเรือ ณ อุโบสถวัดวงศมูลวิหาร โดยนิมนต์พระสงฆ์จากวัดใกล้เคียงมาประกอบพิธี หลังจากอุปสมบทแล้วพระภิกษุแต่ละรูปแยกย้ายไปจำพรรษายังวัดต่าง ๆ ตามที่รายงานขออนุญาตลาอุปสมบท พิธีอุปสมบทที่วัดวงศมูลวิหารจัดถึงปีใด ไม่ปรากฏหลักฐาน แต่ละเว้นไปเป็นเวลานาน ต่อมาเมื่อ พลเรือโท จินดา วุฑฒกนก เป็นเจ้ากรมอู่ทหารเรือ (๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๒๓ – ๓๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๒๔) ได้รื้อฟื้นการอุปสมบทหมู่ ณ อุโบสถวัดวงศมูลวิหาร ขึ้นมาอีก โดยจัดพิธีเมื่อวันพุธที่ ๑๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๒๔ รวมทั้งอนุญาตให้เปิดอุโบสถวัดวงศมูลวิหารทุกวันธรรมสวนะ (วันพระ) เพื่อให้ข้าราชการและช่างได้เข้าไปสักการบูชาพระประธาน เริ่มครั้งแรกเมื่อวันอังคารที่ ๓๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๒๓


        กรมอู่ทหารเรือเคยใช้อุโบสถวัดวงศมูลวิหารเป็นที่ประกอบพิธีประดับยศทหารและทำบุญในวันคล้ายวันสถาปนา (วันที่ ๙ มกราคม) ก่อนที่อาคารกองบังคับการ กรมอู่ทหารเรือ (เดิม) จะสร้างใน พ.ศ. ๒๕๑๖


        ปัจจุบัน กรมอู่ทหารเรือจัดพิธีอุปสมบทหมู่ให้แก่กำลังพล ณ อุโบสถวัดวงศมูลวิหารเป็นประจำเกือบทุกปีตามความเหมาะสม และจัดพิธีเวียนเทียนรอบอุโบสถเนื่องในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา นอกจากนี้ ยังจัดให้มีการทำบุญตักบาตรทุกเช้าในวันราชการ เวลา ๐๗.๐๐ น. พร้อมทั้งเปิดอุโบสถให้กำลังพลเข้าไปสักการบูชาพระพุทธวงศมูลมิ่งมงคลและนั่งสมาธิเพื่อความเป็นสิริมงคลอีกด้วย พ.ศ. ๒๕๔๕


        ปัจจุบัน กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนอุโบสถวัดวงศมูลวิหารเป็นโบราณสถานและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน พร้อมกับปล่องเหลี่ยม

<
พระพุทธรูปปางห้ามพระแก่นจันทน์
พระพุทธวงศมูลมิ่งมงคล
พระพุทธรูปปางห้ามพยาธิ


        พระพุทธวงศมูลมิ่งมงคล พระประธานในอุโบสถวัดวงศมูลวิหารมีลักษณะเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย สมัยรัตนโกสินทร์ หน้าตักกว้าง ๒.๖๐ เมตร สูงจากทับเกษตรถึงพระรัศมี ๓.๓๘ เมตร ลงรักปิดทอง ประดิษฐานบนฐานชุกชีแบบฐานปัทม์ ด้านขวาของพระประธานมีพระพุทธรูปปางห้ามพระแก่นจันทน์ (สูง ๘๖ เซนติเมตร) และด้านซ้ายมีพระพุทธรูปปางห้ามพยาธิ (สูง ๑๕๒ เซนติเมตร) ทั้งสององค์ประดิษฐานภายในซุ้มหินอ่อนศิลปะสมัยโกธิค (Gothic Art เป็นศิลปะที่เกิดขึ้นในช่วงระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ ๑๒ - ๑๕ มีศูนย์กลางที่ประเทศฝรั่งเศสและแพร่หลายไปยังประเทศอื่น ๆ ลักษณะเด่น คือ โครงสร้างทรงสูง ด้านบนมียอดทรงแหลม ทำให้มีลักษณะโปร่งบางและดูอ่อนช้อยใช้เสาหิน (column) เพื่อรองรับน้ำหนักของหลังคา ทำให้น้ำหนักของหลังคากระจายไปทั่วโครงสร้างสถาปัตยกรรม)


        กรมอู่ทหารเรือเรียกขานชื่อพระประธานว่า “พระประธาน” มาโดยตลอด จนกระทั่งปลาย พ.ศ. ๒๕๕๓ พลเรือโท อรรถพงษ์ ณ นคร เจ้ากรมอู่ทหารเรือ (๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ – ๓๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๔ ต่อมาเป็น พลเรือเอก และถึงแก่อนิจกรรมแล้ว) ได้มีหนังสือกราบทูลสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ขอประทานนามพระประธานในอุโบสถ ทรงอนุโมทนาและประทานนามว่า “พระพุทธวงศมูลมิ่งมงคล” แปลว่า พระพุทธรูปซึ่งประดิษฐานไว้เพื่อความเป็นมิ่งมงคลภายในอุโบสถวัดวงศมูลวิหาร เมื่อวันที่ ๙ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๔

 

กลับเมนู

พระพุทธรูปปางห้ามพระแก่นจันทน์


  


        พระพุทธรูปปางนี้อยู่ในพระอิริยาบถยืน ห้อยพระหัตถ์ขวา ตั้งฝ่าพระหัตถ์ซ้ายออกไปข้างหน้าเสมอพระอุระ เป็นกิริยาห้าม


         พระพุทธรูปปางนี้มีตำนานเก่าก่อนพระพุทธรูปทั้งหมด แสดงว่าเป็นพระพุทธรูปองค์แรก ด้วยมีในสมัยสมเด็จพระบรมศาสดายังทรงพระชนม์อยู่


         ในสมัยเมื่อสมเด็จพระบรมศาสดาเสด็จขึ้นไปจำพรรษาแสดงธรรมโปรดพระพุทธมารดาในเทวพิภพ ณ พระแท่นบัณฑุกัมพล เป็นเหตุให้พระเจ้าปัสเสนทิโกศลห่างจากสมเด็จพระบรมศาสดาเป็นเวลานาน มิได้พบเห็นสมเด็จพระบรมศาสดาจารย์ ด้วยพระองค์มีพระชนม์เป็นสหชาติเสมอด้วยพระชนม์ของพระศาสดา จึงได้รับสั่งให้เจ้าพนักงานหาท่อนไม้จันทน์หอมอย่างดีมา แล้วโปรดให้ช่างไม้ที่มีฝีมือแกะเป็นรูปพระพุทธเจ้าปางประทับนั่ง มีพระรูปโฉมงามละม้ายคล้ายสมเด็จพระบรมศาสดา แล้วโปรดให้อัญเชิญพระไม้แก่นจันทน์มาประดิษฐานยังพระราชมณเฑียร ที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเคยเสด็จประทับมาแต่ก่อน พอบรรเทาความอาวรณ์ได้สบายพระทัย เมื่อยามได้ทอดพระเนตร ครั้นภายหลังเมื่อสมเด็จพระบรมศาสดาเสด็จกลับจากสรวงสวรรค์แล้ว เสด็จมาพระนครสาวัตถี พระราชาธิบดีปัสเสนทิโกศลได้ทูลอาราธนาสมเด็จพระทศพลให้เสด็จไปยังพระราชนิเวศน์เพื่อให้ทอดพระเนตรพระไม้แก่นจันทน์ซึ่งได้โปรดให้นายช่างประดิษฐ์จำลองขึ้นเป็นอนุสรณ์ ครั้นสมเด็จพระบรมศาสดาเสด็จถึงซึ่งพระราชสถานที่ พระไม้แก่นจันทน์ทำเสมือนหนึ่งว่า มีจิตรู้จักปฏิสันถารกิจที่ควรจะต้องลุกขึ้นถวายความเคารพพระศาสดา ได้ขยับพระองค์เขยื้อนเลื่อนลงมาจากพระแท่นที่ ครั้งนั้นพระมหามุนีจึงได้ยกพระหัตถ์เบื้องซ้ายขึ้นห้าม พร้อมตรัสว่า


         เอวํ นิสีทถ ขอพระองค์จงประทับนั่งอยู่อย่างนั้นแล


         ครั้นสิ้นกระแสพระพุทธานุญาต พระไม้แก่นจันทน์ก็ลีลาศขึ้นประทับนั่งยังพระแท่นตามเดิม พระเจ้าปัสเสนทิโกศลทรงอัศจรรย์ใจและโสมนัสเลื่อมใสในพระบารมี ได้ทรงอาราธนาพระชินสีห์พร้อมด้วยพระสงฆ์สาวก เสวยอาหารบิณฑบาต ท้าวเธอได้เสด็จอังคาสด้วยพระหัตถ์ด้วยความเคารพเป็นอันดี ครั้นเสร็จภัตตกิจแล้ว พระชินสีห์ก็ถวายพระพรลา พาพระสงฆ์เสด็จกลับไปประทับยังพระเชตวนาราม


         ข้อมูลจากหนังสือ “ตำนานพระพุทธรูปปางต่าง ๆ” นิพนธ์ของ พระพิมลธรรม ราชบัณฑิต (ชอบ อนุจารีมหาเถร)

กลับเมนู

  

ปล่องเหลี่ยมและเตาโบราณ


        ปล่องเหลี่ยมเป็นส่วนหนึ่งของระบบเครื่องจักรไอน้ำที่สร้างขึ้นโดยพระบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อใช้ซ่อมและสร้างเรือรบไว้ใช้ในการป้องกันประเทศเมื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สร้างอู่ขึ้นใหม่แล้ว เป็นโบราณสถานสำคัญ ประเภทมรดกของอุตสาหกรรม (Industrial Heritage) ปล่องเหลี่ยมมีชื่อเรียกอย่างอื่น ได้แก่ ปล่องควัน ปล่องกรมอู่ โดยชื่อทางราชการเรียกว่า “ปล่องควันหม้อน้ำ”

  

ปล่องเหลี่ยมในอดีต


        ในสมัยนั้นการซ่อมทำเรือของกรมอู่ทหารเรือใช้แรงดันไอน้ำที่มีกำลังดันสูงไปขับเครื่องจักรไอน้ำ เพื่อใช้งานในอู่เรือและเดินอุปกรณ์ต่าง ๆ ในโรงงาน โดยมีหม้อน้ำ (steam boiler) เป็นอุปกรณ์สำคัญในการผลิตไอน้ำ โดยมีส่วนประกอบต่าง ๆ หลายอย่าง รวมทั้ง เตา (furnace) และปล่องควันหม้อน้ำ (chimney) ปล่องควันหม้อน้ำหรือปล่องเหลี่ยมและเตาโบราณของกรมอู่ทหารเรือนั้นไม่ทราบปีที่ก่อสร้างแน่ชัด แต่สันนิษฐานว่าสร้างก่อนหรือในเวลาใกล้เคียงกับการนำหม้อน้ำมาใช้ในการผลิตไอน้ำที่มีกำลังดันสูง ประมาณ พ.ศ. ๒๔๔๘ จากข้อมูลที่โรงงานเชือกรอกและการอู่ แผนกโรงงานเบ็ดเตล็ด กองโรงงาน อู่ทหารเรือธนบุรี บันทึกไว้ว่า “หม้อน้ำหมายเลข ๑ และ หมายเลข ๒ นำมาใช้ราชการเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๘ เป็นหม้อน้ำแบบแลงแคชไชร์ (Lancashire boiler) ชนิดเตาเกลี้ยง รูปทรงกระบอก ขนาดของหม้อน้ำกว้าง ๙ ฟุต ยาว ๓๐ ฟุต หนา ๑/๒ นิ้ว มีเรือนไฟ ๒ เตา มีกำลัง ๑๐๐ แรงม้า ใช้กำลังไอน้ำอย่างสูงได้ ๑๒๐ ปอนด์ต่อตารางนิ้ว จุน้ำได้ ๑๙.๗๒๙ ลูกบาศก์เมตร เชื้อเพลิงที่ใช้คือ ถ่านหรือฟืน (เปลี่ยนมาใช้น้ำมันเมื่อ ๒๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๙๙) บริษัทที่สร้าง คือ John Marshall & Co., Ltd. London มีปล่องระนาดครันสูง ๒๓.๕๐ เมตร”


        ปล่องเหลี่ยมมีลักษณะทางสถาปัตยกรรมเป็นปล่องก่ออิฐสอปูนรูปทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสปลายสอบสูงประมาณ ๒๓.๗๕ เมตร ขนาดฐานล่างของปล่องประมาณ ๓.๐๕ X ๓.๐๕ เมตร ปากปล่องมีขนาดประมาณ ๑.๗๐ X ๑.๗๐ เมตร มีท่อระบายควันที่เชื่อมต่อกับหม้อน้ำจำนวน ๔ หม้อ (ปัจจุบันเหลือเพียง ๒ หม้อ) ท่อระบายควันก่ออิฐสอปูนเช่นกัน มีลักษณะเป็นท่อสี่เหลี่ยมยื่นออกมาจากปล่อง ๒ ด้าน ด้านละ ๒ ท่อ (สอปูน หมายถึง นําปูนสอมาเชื่อมอิฐหรือหินให้ติดกัน)

  

อู่หมายเลข ๑ และปล่องเหลี่ยม พ.ศ. ๒๔๕๙


         การใช้งานในอดีต ปล่องเหลี่ยมและเตาโบราณใช้ราชการอยู่ที่โรงงานเชือกรอกและการอู่ แผนกโรงงานเบ็ดเตล็ด กองโรงงาน อู่ทหารเรือธนบุรี เตาเป็นที่สำหรับบรรจุเชื้อเพลิง ทำให้เชื้อเพลิงเกิดการเผาไหม้ เพื่อให้ความร้อนแก่หม้อน้ำ โดยปล่องเหลี่ยมทำหน้าที่เป็นท่อทางนำแก๊สร้อนและควันออกทิ้งสู่บรรยากาศภายนอกหม้อน้ำ และช่วยทำให้กระแสลมเร่งทางธรรมชาติ (natural draft) ดีขึ้น ผนังเตาและปล่องเหลี่ยมทำด้วยอิฐทนไฟ (fire brick) โดยช่างเดินเครื่องของโรงงานเชือกรอกและการอู่ ติดไฟหม้อน้ำตอนเช้าเวลา ๐๘.๓๐ น. ดับไฟหม้อน้ำช่วงพักกลางวันเวลา ๑๑.๓๐ น. และติดไฟอีกครั้งเวลา ๑๓.๐๐ น. ตอนเย็นดับไฟเลิกใช้หม้อน้ำเวลา ๑๕.๓๐ น. กำลังไอน้ำที่มีกำลังดันสูงจากหม้อน้ำนำไปใช้ในการเดินอุปกรณ์ในโรงงานต่าง ๆ ของอู่ทหารเรือธนบุรี ได้แก่ ใช้เดินเครื่องขับเคลื่อนของเครน ๓ ขา เดินเครื่องสูบน้ำของอู่หมายเลข ๑ เดินเครื่องสูบน้ำดับเพลิง เดินเครื่องขับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า นำไปใช้กับเครื่องดัดเหล็กและดัดกงเรือ เดินปั๊มลมของเตาเผาเหล็ก เดินเครื่องขับปุลเล่ของเครื่องเจาะและเครื่องไส ไอน้ำที่มีกำลังดันสูงนำไปใช้อบยางและเครื่องอัดยาง ใช้อบหม้อแบตเตอรี่เก่าที่นำมาซ่อมทำและทำน้ำกลั่นเติมหม้อแบตเตอรี่


         การขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน กรมอู่ทหารเรือเลิกใช้หม้อน้ำหมายเลข ๑ และหมายเลข ๒ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๓๓ (หม้อน้ำหมายเลข ๑ หยุดติดไฟ เมื่อวันที่ ๘ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๓ หม้อน้ำหมายเลข ๒ หยุดติดไฟ เมื่อวันที่ ๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๓) เนื่องจากหมดอายุการใช้งาน และการติดไฟหม้อน้ำนั้นจะใช้ฟืนและถ่านเป็นเชื้อเพลิง จึงเกิดเขม่าและควันดำในปริมาณมาก ลอยไปทั่วชุมชนแถบนั้น ซึ่งเป็นมลพิษต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อมในบริเวณอู่ทหารเรือธนบุรีและพื้นที่ใกล้เคียง ต่อมา ได้นำหม้อน้ำแบบ York จำนวน ๒ หม้อ มาใช้แทน หม้อน้ำใหม่นี้ใช้น้ำมันดีเซลเป็นเชื้อเพลิง ใช้ผลิตไอน้ำที่มีกำลังดันสูงให้แก่โรงงานยาง และโรงงานแบตเตอรี่เพียง ๒ โรงงาน เท่านั้น และเมื่อหม้อน้ำแบบ York เกิดการชำรุดใช้ราชการไม่ได้ จึงหยุดใช้งาน อีกทั้งในช่วงเวลาเดียวกันนี้ อู่ทหารเรือธนบุรีหมดความจำเป็นในการใช้ไอน้ำที่มีกำลังดันสูงจากเตาหม้อน้ำไปใช้เดินเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่าง ๆ ในโรงงานอีกต่อไป เพราะมีเครื่องจักรและอุปกรณ์ใหม่ที่ไม่ต้องใช้ไอน้ำกำลังดันสูงในการขับเคลื่อน มาใช้ทดแทนแล้ว ปล่องเหลี่ยมจึงไม่ได้ถูกใช้งานไปด้วย จนกระทั่ง กองทัพเรือได้อนุมัติผังหลักการจัดแบ่งพื้นที่ของหน่วยต่าง ๆ ในกรมอู่ทหารเรือ เมื่อวันที่ ๑๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๓๕ โดยให้ย้ายหน่วยงานที่ทำให้เกิดมลพิษไปอยู่ที่อู่ทหารเรือพระจุลจอมเกล้า กรมอู่ทหารเรือ จังหวัดสมุทรปราการ และปรับปรุงอาคารสถานที่อู่ทหารเรือธนบุรี เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการสร้างเรือขนาดใหญ่ ซึ่งในผังหลักนี้ไม่มีการกำหนดปล่องเหลี่ยมไว้ด้วย


         เมื่อปล่องเหลี่ยมไม่ได้ใช้งานเป็นเวลานาน และได้รับความชื้นจากสภาพแวดล้อม จึงอยู่ในสภาพชำรุดทรุดโทรม อิฐทนไฟบริเวณปากปล่องมีรอยร้าวและร่วงหล่นตกลงมาบ่อยครั้ง ในช่วงปลาย พ.ศ. ๒๕๔๑ กรมอู่ทหารเรือจึงขอให้กรมช่างโยธาทหารเรือตรวจสภาพความมั่นคงแข็งแรงของปล่องเหลี่ยม ผลการสำรวจปรากฏว่า ปูนก่อเริ่มเสื่อมสภาพ การยึดเหนี่ยวของอิฐมีประสิทธิภาพลดลง มีโอกาสร่วงหล่นลงมาและทำความเสียหายให้แก่ทรัพย์สินของทางราชการได้ตลอดเวลา พร้อมกันนี้ กรมช่างโยธาทหารเรือได้จัดทำแบบและกำหนดรายละเอียดการซ่อมปรับปรุงและรื้อถอน โดยประมาณการค่าใช้จ่ายในการซ่อมทำปล่องเหลี่ยมให้ดำรงสภาพเพื่อการอนุรักษ์ในครั้งแรก และการบำรุงรักษาซึ่งต้องดำเนินการทุกระยะเวลา ๕ ปี รวมทั้งค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนด้วย กรมอู่ทหารเรือพิจารณาเห็นว่า ปล่องเหลี่ยมหมดความจำเป็นในการใช้งาน และสภาพปล่องเหลี่ยมเป็นอันตรายต่อการปฏิบัติงาน ประกอบกับค่าใช้จ่ายเพื่อการอนุรักษ์มีราคาค่อนข้างสูง นอกจากนี้ หากรื้อถอนปล่องเหลี่ยมออกไป พื้นที่ตั้งของปล่องเหลี่ยมประมาณ ๒๐๐ ตารางเมตร สามารถนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้ สอดคล้องกับการพัฒนาหน่วยตามผังหลัก จึงเสนอกองทัพเรือขออนุมัติรื้อถอนปล่องเหลี่ยม ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๒

  


         เมื่อกองทัพเรืออนุมัติให้รื้อถอน และอยู่ระหว่างการดำเนินการสอบราคาว่าจ้างเอกชนให้รื้อถอนปล่องเหลี่ยมนั้น เดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๓ กรมศิลปากรได้ขอเข้าดำเนินการสำรวจโบราณสถานในกรมอู่ทหารเรือ ต่อมาเดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๓ กรมศิลปากรมีหนังสือเรียนผู้บัญชาการทหารเรือขออนุรักษ์ปล่องเหลี่ยมและเตาโบราณ เพื่อการประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถาน โดยมีข้อความตอนหนึ่งว่า “...กรมศิลปากรได้สำรวจพื้นที่กรมอู่ทหารเรือ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพระนิเวศน์เดิมของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก และได้ทราบว่า ปล่องระบายควันฯ ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของระบบเครื่องจักรไอน้ำที่สร้างขึ้นโดยพระบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อใช้ซ่อมและสร้างเรือรบไว้ใช้ในการป้องกันประเทศ นับว่าเป็นโบราณสถานสำคัญประเภทมรดกของอุตสาหกรรม (Industrial Heritage)ซึ่งได้รับการคุ้มครองตามพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ สมควรได้รับการอนุรักษ์ และสามารถพัฒนาให้มั่นคงแข็งแรงได้ โดยกรมศิลปากรยินดีประสานกับกองทัพเรือในการอนุรักษ์ การขึ้นทะเบียน รวมทั้งจัดสรรงบประมาณมาสมทบกับงบประมาณเดิมที่กองทัพเรือเตรียมไว้สำหรับการรื้อถอน...” กองทัพเรือพิจารณาแล้ว เห็นว่าสมควรให้ความร่วมมือกับกรมศิลปากรในการอนุรักษ์ปล่องเหลี่ยม แม้ว่าการระงับการรื้อถอนปล่องเหลี่ยมจะกระทบต่อผังหลักของกรมอู่ทหารเรือ แต่สามารถปรับแต่งและออกแบบให้สอดคล้องกับการอนุรักษ์ได้ กองทัพเรือจึงได้อนุมัติให้ยกเลิกการว่าจ้างรื้อถอนปล่องเหลี่ยม


         วันที่ ๒๘ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๔ กรมศิลปากรมีหนังสือแจ้งให้กองทัพเรือทราบว่า “...อาคารกรมอู่ทหารเรือเป็นโบราณสถานที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี และศิลปสถาปัตยกรรม กรมศิลปากรได้ดำเนินการจัดทำแผนผังและกำหนดเขตโบราณสถานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และอยู่ในระหว่างดำเนินการประกาศขึ้นทะเบียน...” ซึ่งตามรายชื่อโบราณสถานที่ขึ้นทะเบียนโดยกรมศิลปากร มีเลขทะเบียนปล่องควันหม้อน้ำ คือ ๐๐๐๐๑๖๔ จนกระทั่งมีประกาศกรมศิลปากร เรื่อง ขึ้นทะเบียนและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน ณ วันที่ ๓๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๕ และลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๙ ตอนพิเศษ ๑๓๑ ง วันที่ ๒๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ความว่า


         “...๓. โบราณสถานกรมอู่ทหารเรือ (ปล่องควันหม้อน้ำ) แขวงอรุณอมรินทร์ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร พื้นที่โบราณสถาน


         พื้นที่ ก. ประมาณ ๒ งาน ๗๒ ตารางวา


         พื้นที่ ข. ประมาณ ๑๑ ไร่ ๖๒ ตารางวา ...”


โดยมีรายละเอียดแผนผังแนบท้ายตามประกาศนี้ พื้นที่ ก. คือ อุโบสถวัดวงศมูลวิหาร และ พื้นที่ ข. คือ ปล่องเหลี่ยม


         ต่อมา กรมศิลปากรให้ความเห็นชอบแบบการอนุรักษ์ปล่องเหลี่ยม รวมทั้งเตาโบราณของระบบเครื่องจักรไอน้ำ รวมทั้งประมาณการที่กรมช่างโยธาทหารเรือดำเนินการร่วมกับกรมศิลปากร การซ่อมปรับปรุงมีค่าใช้จ่ายเป็นเงิน ๔๐๓,๐๐๐ บาท โดยกรมศิลปากรสนับสนุน จำนวน ๑๓๙,๐๐๐ บาท (ใช้งบประมาณปี ๒๕๔๕) สมทบกับงบประมาณของกองทัพเรือ จำนวน ๒๖๔,๐๐๐ บาท วิธีการซ่อมปรับปรุง คือ ใช้น้ำยาเคลือบทาปูนและทาสีใหม่ ส่วนงบประมาณค่าซ่อมบำรุงตามระยะเวลา (วงรอบ ๕ ปี) ประมาณการไว้ครั้งละ ๓๔๒,๐๐๐ บาท

<

หน้าเตาหม้อน้ำ


         ปัจจุบันลักษณะภายนอกของปล่องเหลี่ยมอยู่ในสภาพดี เห็นสีอิฐชัดเจน แต่มีวัชพืชขึ้นบริเวณฐานของปล่องและปากปล่อง เจ้าหน้าที่และช่างของโรงงานเชือกรอกและการอู่ กองโรงงาน จะกำจัดวัชพืชบริเวณฐานปล่องอย่างสม่ำเสมอ ส่วนต้นโพธิ์เล็ก ๆ ที่ขึ้นบริเวณปากปล่องเจ้าหน้าที่ต้องใช้เครนยกกระเช้าขึ้นไปกำจัด เพื่อไม่ให้รากและลำต้นสร้างความเสียหายแก่อิฐ

  

เจ้าหน้าที่อู่ทหารเรือธนบุรีกำจัดวัชพืช

ที่ปากปล่องเหลี่ยม เมื่อวันที่ ๑๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๑

กลับเมนู

ปืนใหญ่โบราณ

  

         วันอังคารที่ ๒๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๐ อู่ทหารเรือธนบุรี กรมอู่ทหารเรือ ได้ประกอบพิธีบวงสรวงปืนใหญ่โบราณที่ฝังอยู่บริเวณปากอู่หมายเลข ๑ อู่ทหารเรือธนบุรี แล้วทำการขุดขึ้นมา ปืนใหญ่ที่ขุดขึ้นมาครั้งนี้มีทั้งหมด ๘ กระบอก สันนิษฐานว่ามีอายุประมาณ ๒๕๐ ปี โดยปืนใหญ่โบราณขนาดใหญ่ที่สุด มีขนาดความยาว ๑๐ ฟุต ปากกระบอกปืนกว้าง ๑๐ นิ้ว หนักประมาณ ๕ ตัน มีตราสัญลักษณ์มงกุฎของประเทศอังกฤษ และมีหมายเลขประจำปืนสลักอยู่บนตัวกระบอก ส่วนปืนใหญ่ขนาดกลาง จำนวน ๒ กระบอก มีขนาดความยาว ๘ ฟุต และปืนใหญ่ขนาดเล็กลงมา จำนวน ๕ กระบอก มีขนาดความยาวประมาณ ๖ - ๗ ฟุต


         สันนิษฐานว่าปืนใหญ่ทั้ง ๘ กระบอก นี้ ถูกฝังอยู่ในดินมากว่า ๑๓๐ ปี โดยปืนใหญ่โบราณที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเป็นปืนใหญ่ที่หล่อจากประเทศอังกฤษ แล้วขายต่อให้แก่ไทยในช่วงยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น ส่วนปืนใหญ่ขนาดกลางหล่อขึ้นที่ประเทศฝรั่งเศสในยุคนโปเลียนที่ ๑ สันนิษฐานว่า เป็นปืนใหญ่ที่อังกฤษยึดมาจากฝรั่งเศสเมื่อครั้งรบชนะ แล้วนำมาขายต่อให้ไทย พร้อมกับปืนใหญ่ของอังกฤษ ส่วนที่เหลืออีก จำนวน ๕ กระบอก เป็นปืนใหญ่ขนาดเล็ก สันนิษฐานว่า ไทยหล่อขึ้นเองในสมัยกรุงธนบุรี ซึ่งหล่อที่โรงงานหล่อหลวง ทางด้านทิศใต้วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร ซึ่งปัจจุบันคือ โรงงานหล่อหลอม กองโรงงาน อู่ทหารเรือธนบุรี

  
  


         ปืนใหญ่ทั้ง ๘ กระบอกนี้ เป็นปืนใหญ่ยุคโบราณที่ต้องอัดลูกปืนใหญ่และดินปืนใส่ทางปากกระบอก ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์และด้านปืนใหญ่โลหะกรรมได้ศึกษาและค้นคว้าพบว่า ปืนใหญ่เหล่านี้เป็นปืนใหญ่ประจำเรือรบโบราณ และปืนใหญ่รักษาพื้นเขตพระนคร เช่นเดียวกับปืนใหญ่ที่ป้อมวิไชยประสิทธิ์ พระราชวังเดิม

กลับเมนู

อู่หมายเลข ๑ และ อู่หมายเลข ๒

  


         อู่ทหารเรือธนบุรี กรมอู่ทหารเรือ มีอู่สำหรับซ่อมทำเรือ จำนวน ๒ อู่ คือ อู่หมายเลข ๑ อยู่ด้านทิศเหนือใกล้กับวัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร และอู่หมายเลข ๒ อยู่ด้านทิศใต้ ติดกับอุโบสถวัดวงศมูลวิหาร อู่ทั้งสองแห่งอยู่ภายในเขตที่ดินของโบราณสถานตามที่กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียน เป็นอู่ซ่อมเรือชนิดอู่แห้ง ปากทางเข้าออกอู่ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา


         ลักษณะทั่วไปของอู่แห้ง (dry dock) คือ อู่ที่ขุดลึกลงไปในดินมีรากฐานมั่นคงแข็งแรง พื้นอู่ทำด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก เพื่อให้รับน้ำหนักเรือได้ ปากทางเข้าออกอู่ติดกับแม่น้ำหรืออ่างเก็บน้ำ มีประตูเปิดปิดที่แข็งแรงสำหรับกั้นน้ำไม่ให้เข้าอู่ กลางอู่มีหมอนเรียงตามความยาวของอู่ทำหน้าที่รองรับตัวเรือ เมื่อเปิดประตูอู่ให้น้ำเข้า นำเรือเข้าอู่ และสูบน้ำภายในอู่ออกจนหมดแล้ว จึงสามารถซ่อมทำตัวเรือบริเวณใต้แนวน้ำได้


         อู่หมายเลข ๑ เดิมเป็นอู่ดิน (mud dock) ใช้เป็นที่ซ่อมเรือของกรมทหารเรือ (คือกองทัพเรือในปัจจุบัน) ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ปรับปรุงเป็นอู่ไม้และขยายให้ใหญ่ขึ้น เพื่อรองรับการซ่อมบำรุงเรือที่ทรงสั่งต่อจากต่างประเทศซึ่งมีเพิ่มมากขึ้น โดยเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิด “อู่เรือหลวง” แห่งนี้ ในวันที่ ๙ มกราคม พ.ศ. ๒๔๓๓ เมื่อมีเรือหลวงจำนวนมากและเรือมีขนาดใหญ่ขึ้น จึงได้ขยายอู่และทำเป็นอู่คอนกรีต ใน พ.ศ. ๒๔๔๗ โดยบริษัทบางกอกด๊อก เป็นผู้รับเหมา ค่าก่อสร้างประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ บาท สร้างเสร็จในเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๔๔๙ อู่มีขนาดความยาว ๙๐ เมตร ความกว้าง ๑๑.๒๐ เมตร ความลึก ๔ เมตร สามารถนำเรือขนาดใหญ่เข้าซ่อมทำได้ เช่น เรือพระที่นั่งมหาจักรี (ลำที่ ๑) นอกจากนี้ยังได้ขยายโรงงาน คือ โรงดัดเหล็ก โรงต่อเหล็ก โรงต่อเรือ โรงช่างไม้ คลังเก็บของ รวมทั้งสร้างปั้นจั่นเหล็กสามขาสำหรับยกของหนัก ๆ ขึ้นที่ปากอู่ โดย บริษัทโฮวาธ เออสกิน (Howarth Erksine) เป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง สร้างเสร็จใน พ.ศ. ๒๔๕๒ จนกระทั่ง พ.ศ. ๒๔๕๘ ทำการขยายอู่ให้มีความยาวเพิ่มขึ้น เพื่อให้สามารถซ่อมทำเรือได้หลายลำในช่วงเวลาเดียวกัน เรียกว่า อู่ใน ส่วนอู่ที่มีอยู่เดิมเรียกว่า อู่นอก สำหรับอู่ในมีขนาดความยาว ๕๔ เมตร ความกว้าง ๑๑.๒๐ เมตร ความลึก ๔ เมตร สร้างแล้วเสร็จ พ.ศ. ๒๔๕๙ มีบานพับสำหรับกั้นระหว่างอู่นอกและอู่ใน สามารถเปิดปิดได้ ดังนั้น อู่หมายเลข ๑ จึงมีขนาดความยาวรวม ๑๔๔ เมตร

  

กรมอู่ทหารเรือในอดีต (ปัจจุบันคือ อู่ทหารเรือธนบุรี)


         อู่หมายเลข ๑ ใช้งานซ่อมและสร้างเรือมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน จึงจำเป็นต้องซ่อมและปรับปรุงเป็นระยะ ๆ การซ่อมทำที่สำคัญคือ ปลาย พ.ศ. ๒๕๒๕ ถึงกลาง พ.ศ. ๒๕๒๖ เป็นการซ่อมทำพื้นและผนังอู่ ในช่วง พ.ศ. ๒๕๕๖ ถึง พ.ศ. ๒๕๕๗ ดำเนินการเปลี่ยนเรือปิดปากอู่เป็นประตูแบบเปิดปิดที่ใช้ระบบไฮโดรลิกส์ เรือปิดปากอู่นี้สร้างและใช้งานมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ ทำหน้าที่กั้นน้ำระหว่างอู่และแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อไม่ให้น้ำเข้ามาในอู่ ตัวเรือปิดปากอู่ทำด้วยเหล็กดีเหนียว มีความทนทาน การเชื่อมระหว่างแผ่นเหล็กตัวเรือใช้วิธีการแบบหมุดย้ำ เรือปิดปากอู่มีถังอับเฉา (ballast) สำหรับใส่น้ำเพื่อถ่วงให้เรือจม โดยการสูบน้ำเข้าถังอับเฉา เรือปิดปากอู่จะจมลงปิดกั้นปากอู่พอดี และเมื่อต้องการเปิดปากอู่เพื่อนำเรือเข้าหรือออก เจ้าหน้าที่จะสูบน้ำเข้ามาในอู่แห้งให้ระดับน้ำในอู่แห้งเท่ากับระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา จากนั้นจึงสูบน้ำออกจากถังอับเฉา เรือปิดปากอู่จะลอย สามารถนำเรือเข้าหรือออกจากอู่ได้ การเปลี่ยนระบบครั้งนี้สืบเนื่องมาจากเรือปิดปากอู่มีน้ำรั่วซึมและดินโคลนไหลเข้ามาภายในอู่ ไม่สามารถซ่อมแก้ไขได้

  

อู่หมายเลข ๑ และเรือปิดปากอู่ในอดีต


         อู่หมายเลข ๑ ใช้เป็นที่ซ่อมและสร้างเรือสำคัญ ๆ มาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ในสมัยรัชกาลที่ ๕ จวบจนถึงปัจจุบัน เรือลำแรกที่เข้าซ่อมทำเมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดอู่เรือหลวง เมื่อวันที่ ๙ มกราคม พ.ศ. ๒๔๓๓ คือ เรือหาญหักศัตรู (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๗ แผ่นที่ ๔๒ วันที่ ๑๘ มกราคม รัตนโกสินทรศก ๑๐๙) ส่วนเรือสำคัญที่สร้าง ณ อู่แห่งนี้ ได้แก่ เรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่ง ชุดเรือ ต.๙๑ เรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งเฉลิมพระเกียรติ ๘๐ พรรษา ต.๙๙๑ เรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่ง ต.๙๙๔ เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ ๙

  

พิธีปล่อยเรือ ต.๙๑ ลงน้ำ ณ อู่หมายเลข ๑ วันที่ ๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๑๑


         อู่หมายเลข ๒ ภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕ กองทัพเรือได้พัฒนากำลังรบทางเรือให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น อู่หมายเลข ๑ ไม่สามารถรองรับการซ่อมทำเรือที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นได้ จำเป็นต้องสร้างอู่แห้งขึ้นอีกอู่หนึ่ง อยู่ระหว่างแม่น้ำเจ้าพระยาและอุโบสถวัดวงศมูลวิหาร เรียกว่า อู่หมายเลข ๒ โดยว่าจ้างบริษัท คริสเตียนนี แอนด์ เนลสัน (Cristiani and Nielsen) เป็นผู้รับเหมา อู่หมายเลข ๒ มีขนาดความยาว ๑๓๐ เมตร กว้าง ๙.๘๐ เมตร ลึก ๔ เมตร สร้างเสร็จ พ.ศ. ๒๔๗๙ มีสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ สำหรับการซ่อมและสร้างเรือ เป็นการสร้างตามพระราชบัญญัติบำรุงกำลังทางเรือ พ.ศ. ๒๔๗๘ เรือสำคัญที่สร้างขึ้น ณ อู่หมายเลข ๒ คือ เรือหลวงล่องลม (ลำที่ ๒) เป็นเรือตรวจการณ์ปราบเรือดำน้ำสร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๒ เป็นเรือลำแรกที่ใช้เทคโนโลยีการสร้างเรือแบบบล็อก (Block Technology) และมีกระบวนการควบคุมคุณภาพที่สมบูรณ์ที่สุดทุกสาขา ถือเป็นจุดเริ่มต้นของกรมอู่ทหารเรือในการนำเทคโนโลยีและความรู้การบริหารจัดการสร้างเรือสมัยใหม่มาใช้

  

อู่หมายเลข ๒ ด้านหลังคือ อุโบสถวัดวงศมูลวิหาร


         Block Technology คือ วิธีการต่อเรือในลักษณะที่แบ่งตัวเรือออกเป็นส่วน ๆ เรียกว่า บล็อก นำแบบของแต่ละบล็อกไปสร้างในโรงงาน ซึ่งสามารถสร้างแต่ละบล็อกพร้อมกันได้ เมื่อสร้างเสร็จนำแต่ละบล็อกมาเชื่อมประกอบกันเป็นลำเรือที่สมบูรณ์ การต่อเรือแบบนี้ต่างจากการต่อเรือแบบดั้งเดิมที่ต้องวางกระดูกงูก่อน แล้วจึงต่อเติมโครงสร้างอื่น ๆ ขึ้นมาจนเป็นรูปร่างเรือ

  


         อู่หมายเลข ๒ มีประตูเปิดปิดแบบใช้ระบบไฮโดรลิกส์ การนำเรือเข้ารับการซ่อมทำและการนำเรือออกจากอู่เมื่อซ่อมทำเสร็จแล้ว เป็นงานที่ต้องใช้ความรู้วิชาการอู่ ทักษะและประสบการณ์ของเจ้าหน้าที่และช่าง

กลับเมนู