มรดกทางอุตสาหกรรมและโบราณสถานสำคัญริมแม่น้ำเจ้าพระยาย่านฝั่งธนบุรี

“...โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และโบราณสถานทั้งหลายนั้น ล้วนเป็นของมีคุณค่า และจำเป็นแก่การศึกษาค้นคว้าในทางประวัติศาสตร์ ศิลปะและโบราณสถานเป็นเครื่องแสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองของชาติไทยที่มีมาแต่อดีตกาล สมควรจะสงวนรักษาให้คงทนถาวรเป็นสมบัติส่วนรวมของชาติไว้ตลอดกาล...”

ความตอนหนึ่งจากพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานเนื่องในโอกาสเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิด พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ ๒๖ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๐๔

พื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาประมาณ ๔๐ ไร่ ที่ตั้งของกรมอู่ทหารเรือในปัจจุบัน เป็นแหล่งประวัติศาสตร์สำคัญแห่งหนึ่งในย่านฝั่งธนบุรี ด้วยคุณค่าทางด้านประวัติศาสตร์พื้นที่ สิ่งก่อสร้าง และอู่ซ่อมสร้างเรือเก่าแก่ของประเทศ กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนสิ่งก่อสร้างภายในกรมอู่ทหารเรือเป็นโบราณสถานและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน ๒ เขต คือ อุโบสถวัดวงศมูลวิหาร และปล่องเหลี่ยม เมื่อ พ.ศ.๒๕๔๕


หากท่านมีเวลามากพอ นอกเหนือจากเข้าชมพิพิธภัณฑ์อู่เรือหลวงเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษา แล้ว ภัณฑารักษ์จะพาท่านชมโบราณสถานสำคัญในกรมอู่ทหารเรือด้วย

 

วัดวงศมูลวิหาร


วัดวงศมูลวิหารเป็นวัดที่สร้างขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น โดยพระองค์เจ้าประยงค์ กรมขุนธิเบศร์บวร (พระราชนัดดาในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑) ทรงสร้างวัดบริเวณด้านหลังพระตำหนักที่ประทับภายในอาณาบริเวณพระนิเวศน์เดิมของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (เมื่อครั้งทรงเป็นสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกในสมัยกรุงธนบุรีเป็นราชธานี) สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นก่อน พ.ศ.๒๔๐๐ อุโบสถมีรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบรัตนโกสินทร์ตอนต้น ได้รับพระราชทานชื่อ จากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ว่า “วัดวงศมูลวิหาร” ปัจจุบันคงเหลือแต่อุโบสถ ไม่มีพระสงฆ์จำพรรษาตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๕๙ อุโบสถวัดวงศมูลวิหารมีเอกลักษณ์เฉพาะคือ พระพุทธวงศมูลมิ่งมงคล พระประธานของอุโบสถประดิษฐานตามด้านยาวของอุโบสถ ประตูอุโบสถหันไปทางทิศเหนือ ผิดจากวัดทั่วไปที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำที่อุโบสถจะหันหน้าออกสู่แม่น้ำ กรมอู่ทหารเรือได้ทำนุบำรุงและบูรณปฏิสังขรณ์อุโบสถวัดวงศมูลวิหารตามกาลเวลาที่เหมาะสม เพื่อดำรงไว้ซึ่งศาสนสถานและโบราณสถานให้เป็นสมบัติของชาติสืบต่อไป


  

ปล่องเหลี่ยม


ปล่องเหลี่ยม (ปล่องควันหม้อน้ำ) และเตาโบราณจัดเป็นโบราณสถานประเภทมรดกทางอุตสาหกรรม (Industrial Heritage) เป็นส่วนหนึ่งของระบบเครื่องจักรไอน้ำที่สร้างขึ้นโดยพระบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อใช้ซ่อมและสร้างเรือรบไว้ใช้ในการป้องกันประเทศ การเดินอุปกรณ์ต่าง ๆ ในโรงงานของกรมอู่ทหารเรือในสมัยนั้นใช้แรงดันไอน้ำที่กำลังดันสูงไปขับเคลื่อนเครื่องจักรไอน้ำ โดยมีหม้อน้ำเป็นอุปกรณ์สำคัญในการผลิตไอน้ำ ซึ่งมีส่วนประกอบต่าง ๆ หลายอย่าง รวมทั้งเตา (Furnace) และปล่องควันหม้อน้ำ (Chimney)

ปล่องเหลี่ยมและเตาโบราณของกรมอู่ทหารเรือ ไม่ทราบปีที่ก่อสร้างแน่ชัด สันนิษฐานว่าสร้างพร้อม ๆ กับการนำหม้อน้ำมาใช้ผลิตไอน้ำที่มีกำลังดันสูง ประมาณ พ.ศ.๒๔๔๘  ใช้ราชการที่โรงงานเชือกรอกและการอู่ แผนกโรงงานเบ็ดเตล็ด กองโรงงาน อู่ทหารเรือธนบุรี เตาเป็นที่สำหรับบรรจุเชื้อเพลิง ทำให้เชื้อเพลิงเกิดการเผาไหม้ เพื่อให้ความร้อนแก่หม้อน้ำ และปล่องเหลี่ยมทำหน้าที่เป็นท่อทางนำแก๊สร้อนและควันออกทิ้งสู่บรรยากาศภายนอกหม้อน้ำและช่วยทำให้กระแสลมเร่งทางธรรมชาติดีขึ้น  ผนังเตาและปล่องเหลี่ยมทำด้วยอิฐทนไฟ กำลังไอน้ำที่มีกำลังดันสูงจากหม้อน้ำนำไปใช้เดินอุปกรณ์ในโรงงานเชือกรอกและการอู่ในการขับเครื่องจักรไอน้ำเพื่อสูบน้ำออกจากอู่  โรงงานเครื่องกลนำแรงดันไอน้ำไปขับเครื่องจักรไอน้ำเพื่ออัดลมไปเป่าเตาที่ใช้เผาเหล็กสำหรับนำไปตีขึ้นรูป โรงงานยางนำความร้อนไปอบยางในการหล่อชิ้นงาน โรงงานแบตเตอรี่นำไอน้ำไปใช้ทำน้ำกลั่น

เตาโบราณและปล่องเหลี่ยมเลิกใช้งานภายหลัง พ.ศ.๒๕๓๓ เมื่อหม้อน้ำแบบยอร์ก (ซึ่งถูกนำมาใช้แทนหม้อน้ำแบบแลงแคชไชร์ที่ใช้อยู่ดั้งเดิม) เกิดการชำรุด ใช้ราชการไม่ได้ ปล่องเหลี่ยมเมื่อไม่ได้ใช้งานเป็นเวลานานและได้รับความชื้นจากสภาพแวดล้อม จึงอยู่ในสภาพทรุดโทรม

ต่อมา กรมศิลปากรและกองทัพเรือได้ซ่อมปรับปรุงปล่องเหลี่ยมเพื่อการอนุรักษ์เมื่อ พ.ศ.๒๕๔๕